วันจันทร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

อาบน้ำฝักบัวอันตราย


วันก่อนมีโอกาสไปอ่านเจอข่าวในเวปไซด์แห่งหนึ่ง พูดถึงเรื่องว่า นักวิทยาศาสตร์สหรัฐฯมีความเห็นว่าการอาบน้ำจากฝักบัวอาจจะไม่ค่อยถูกอนามัยเท่าใดนัก เพราะได้พบว่า การเปิดน้ำรดหัวอาจจะปล่อยให้แบคทีเรียที่เป็นอันตรายไหลออกมาโดนเต็มหน้าผู้อาบก็ได้ ซึ่งได้มีการค้นคว้าพบว่า ฝักบัวอาบน้ำมีเชื้อแบคทีเรีย เกือบ 1 ใน 3 จากการตรวจหาเชื้อตามเมืองต่างๆ 9 เมือง ใน 7 รัฐด้วยกัน เป็นที่อยู่อาศัยของเชื้อโรค ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคปอดระดับสูง โดยผลการศึกษาระบุว่า การค้นพบอาจจะเป็นสาเหตุว่า ทำไมถึงมีผู้ป่วยปอดอักเสบ มากขึ้นในช่วง 2-3 ปีมานี้ โดยเฉพาะทั้งกับผู้ที่อาบน้ำบ่อย หรือไม่ค่อยได้อาบน้ำ น้ำที่ไหลจากฝักบัวบนหัว อาจจะปล่อยละอองน้ำที่เต็มไปด้วยแบคทีเรีย ทั้งที่มีอยู่ในอากาศ ซึ่งอาจสูดหายใจลงไปในก้นบึ้งของปอดได้โดยง่าย แต่ก็ได้มีความเห็นเสริมว่า ที่จริงคนที่แข็งแรงที่สุดอาจจะไม่ค่อยมีปัญหา แต่กับคนที่ระบบภูมิคุ้มกันโรคอ่อนแออย่างเช่น ผู้สูงอายุ หญิงมีครรภ์ หรือผู้ที่ป่วยด้วยโรคอื่นอยู่แล้ว อาจจะติดโรคได้ง่าย ซึ่งอาจทำให้เกิดโรคปอดอักเสบ ที่มีอาการ เหนื่อย ไอแห้ง และหายใจหอบ


จากข้อมูลข้างต้นท่าจะว่าไปแล้วผมก็พอได้ยินข่าวมาหลายปีแล้วว่าโรคดังกล่าว หรือที่เขาเรียกกันว่า โรคลีเจียนแนร์ (Legionnaires) ที่เกิดจากเชื้อลีจิโอเนลลา (Legionella) ซึ่งในประเทศไทยก็ได้มีการเฝ้าระวังมาหลายปีแล้ว ซึ่งผมเคยเห็นผลสำรวจของกรมอนามัยพบว่าบริเวณฝักบัวอาบน้ำจากตัวอย่างที่สุ่มเก็บพบเชื้อลีจิโอเนลลาถึง 36% โดยเชื้อดังกล่าวนี้มักเจริญเติบโตได้ดีในน้ำช่วงอุณหภูมิ 35-46 องศาเซลเซียส และจะพบเชื้อดังกล่าวได้มากใน หอผึ่งระบายความร้อน(Cooling Tower),ก็อกน้ำ,อ่างอาบน้ำ,อ่างล้างหน้า และบ่อพักน้ำ เป็นต้น เมื่อพิจารณาถึงช่วงอุณหภูมิที่เชื้อลีจิโอเนลลา เจริญเติบโตได้ดีแล้ว จะเห็นว่าเป็นช่วงของอุณหภูมิน้ำอุ่นซึ่งตามโรงแรมต่างๆ ที่เราเข้าพักก็มักจะมีน้ำอุ่นให้อาบกัน ซึ่งตามฝักบัวอาบน้ำนี่แหละเป็นแหล่งเพาะพันธ์ชั้นดีของเชื้อเหล่านี้เลย แต่ถ้าเราเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องอาบน้ำอุ่น (จะบอกว่าส่วนตัวก็ชอบอาบน้ำอุ่นมาก) ก็ให้ทำอย่างนี้นะครับ ลองเอาไปใช้ดู ให้เปิดน้ำร้อนฝั่งน้ำร้อนนะไม่ต้องผสม ซึ่งอุณหภูมิของฝั่งน้ำร้อนโดยทั่วไปจะตั้งไว้ที่ 55-60 องศาเซลเซียส (ถ้าออกแบบดีๆนะ เพราะเคยเจอบางที่ตั้งไว้แค่ประมาณสี่สิบกว่าองศาเซลเซียส ซึ่งก็ต้องแนะนำกันไป) เปิดทิ้งไว้ซัก 1 นาที แล้วค่อยอาบ ก็พอจะทำให้เชื้อตายได้ แต่ถ้าให้ตายสนิท ก็ต้องประมาณครึ่งชั่วโมง คงเปลืองน้ำน่าดู แต่ไม่ต้องกังวลไปหรอกครับเพราะปัจจุบันกรมอนามัยก็มีการสุ่มตรวจสถานประกอบการกันอยู่แล้ว ซึ่งถ้าพบก็ต้องแก้ไข และฝากสำหรับผู้ออกแบบไว้นะครับออกแบบระบบผลิตน้ำร้อนก็ต้องเลือกอุณหภูมิให้ไม่ต่ำกว่า 55 องศาเซลเซียส แต่ตึกใหม่ๆไม่น่าจะมีปัญหา

วันนี้มีรูปมาฝากครับไว้ดูกันเพลินๆ มีคนเอามาฝากครับถ่ายจากโรงแรมที่ฝรั่งเศส บ้านเราไม่มีบ้างนะ


วันอาทิตย์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ท่อลมสำหรับระบบระบายควัน

วันนี้เอาเรื่องมาตรฐานของ ท่อลมสำหรับระบบระบายควันมาฝากกัน เผื่อว่าใครจะนำไปใช้ปรับปรุงอาคารกัน ดูซิว่ามีอะไรกันบ้าง

1. ท่อลมระบายควัน จะต้องเป็นวัสดุที่ไม่ติดไฟ โดยวัสดุทำท่อลมรวมถึงอุปกรณ์ประกอบ จะต้องมีอัตราการทนไฟไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง

2. ท่อลมระบายควัน ที่เดินผ่านไปในพื้นที่ที่มีโอกาสจะติดไฟได้ด้วยตัวเอง จะต้องมีการป้องกันการแผ่รังสีความร้อนด้วยการหุ้มฉนวน โดยต้องทำให้ผิวหน้าด้านนอกของท่อมีอุณหภูมิไม่สูงกว่า 50 องศาเซลเซียส ฉนวนที่ใช้จะต้องเป็นวัสดุที่ไม่ติดไฟ

3. ท่อลมระบายควันจะต้องออกแบบให้มีความดันภายในท่อลมต่ำกว่าบรรยากาศภายนอกเพื่อป้องกันควันรั่วออกจากท่อลมระบายควัน

4. ท่อลมที่เดินผ่านผนังทนไฟจะต้องติดตั้งชุดแผ่นปรับลมกันไฟและควันลาม(Fire/Smoke Damper) แบบใช้มอเตอร์ขับ โดยปกติจะต้องปิดกันไฟและควันลามเสมอ จะเปิดก็ต่อเมื่อได้รับสัญญาณควันจากชั้นที่เกิดเพลิงไหม้เพื่อดูดควันออกจากชั้นนั้นเท่านั้น

(วันนี้ไม่มีรูปประกอบไม่ว่ากันนะครับ แต่ว่าดูของฝากดีกว่า)

เมื่อวันเสาร์กลับมาจากเพชรบูรณ์ ระหว่างทางถ่ายรูปมาฝาก ดูให้ขำ ขำ แล้วกัน นักเรียนเยอะเลย