วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2552

อาคารเก็บสารเคมีขนาดเล็กต้องมีอะไรบ้าง

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีโอกาสไปตรวจสอบโรงงานอยู่ 3 แห่ง ก็ได้เห็นการจัดเก็บสารเคมีของแต่ละที่แตกต่างกันออกไป ก็ถือว่าดีนะ แต่ก็มีข้อแนะนำกันไปบ้างเล็กน้อย ก็เลยนำเรื่องอาคารเก็บสารเคมีมาฝากกันเสียหน่อย แต่วันนี้จะขอหยิบยก ในส่วนของสถานที่เก็บสารเคมีขนาดเล็ก สำหรับนำมาปรับใช้ เพื่อให้เห็นในภาพรวมและอุปกรณ์พื้นฐานที่จะต้องจัดให้มี ส่วนรายละเอียดที่เกี่ยวกับการเก็บรักษาสารเคมีและวัตถุอันตราย สามารถเข้าไปศึกษาข้อมูลกันได้ในส่วนของ (คู่มือการเก็บรักษาสารเคมีและวัตถุอันตราย) (ซึ่งเป็นประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม)

แต่ต้องขอบอกไว้ก่อนอย่างหนึ่งนะครับว่าที่จริงแล้วกรมควบคุมมลพิษ นั้นมีการจัดทำคู่มือเกณฑ์ปฏิบัติสำหรับสารเคมีสำหรับสถานที่เก็บสารเคมีขนาดเล็ก ไว้อยู่เหมือนกัน แต่ว่าคำจำกัดความของสถานที่เก็บสารเคมีขนาดเล็กในคู่มือระบุว่า " สถานที่เก็บสารเคมีขนาดเล็ก หมายถึง อาคารหรือสถานที่ที่เก็บสารเคมี เพื่อประโยชน์ในการใช้ ผลิต การจัดเก็บและการจำหน่าย ได้แก่ โกดังให้เช่า ร้านค้าส่ง และค้าปลีกสารเคมี หรือสถานที่เก็บสารเคมีขนาดเล็กที่ไม่เข้าข่ายตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 " ซึ่งจุดมุ่งหมายที่ออกคู่มือหลักเกณฑ์ขึ้นมาก็เพื่อให้ไว้เป็นเกณฑ์สำหรับอาคารที่ไม่เข้าข่ายการควบคุมตาม พ.ร.บ.โรงงาน แต่ที่ได้ศึกษาในรายละเอียดแล้วผมว่าหลายอย่างเหมือนกันนะ แต่อาจจะไม่เข้มเท่าและมีรายละเอียดปลีกย่อยที่ไม่เหมือนกันบ้างในบางรายการ ใครสนใจก็ไปหาอ่านกันได้นะครับ (คู่มือเกณฑ์ปฏิบัติสำหรับสถานที่เก็บสารเคมีขนาดเล็ก)
อย่างที่เกริ่นไว้ตั้งแต่ต้นแหละครับว่าวันนี้จะเอาเรื่องสถานที่เก็บสารเคมีขนาดเล็กมาฝาก ซึ่งสิ่งที่ต้องพิจารณาในจัดเตรียมนั้นมีรายการเบื้องต้นต่างๆ ได้แก่

1. สถานที่ตั้งและอาคารเก็บสารเคมี
โดยจะต้องเป็นสถานที่ที่สะดวกแก่การขนส่งและเข้าถึงได้เร็วเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ส่วนตัวอาคารจะต้องสร้างด้วยวัสดุไม่ติดไฟ พื้นอาคารก็จะต้องมั่นคงแข็งแรงไม่กักขังน้ำหรือลื่นซึ่งอาจเกิดอันตรายได้(ไม่อยู่ในบริเวณที่มีน้ำท่วมถึงได้)



2. การป้องกันการรั่วไหล
บริเวณพื้นที่จัดเก็บต้องมีท่อระบายน้ำทิ้งที่ระบายน้ำปนเปื้อนสารเคมีในกรณีเกิดการรั่วไหล หรือน้ำดับเพลิงที่ปนเปื้อนสารเคมีแยกออกจากท่อระบายน้ำฝน ซึ่งในเรื่องนี้เราอาจจะทำเป็นลักษณะเขื่อนกั้นและทำบ่อสูบไว้เพื่อจะได้นำเครื่องสูบน้ำมาสูบน้ำที่ปนเปื้อนไปกำจัดต่อไป สำหรับพื้นที่ที่เก็บสารเคมีที่ไม่ใช่ลักษณะอาคารปิด ก้ออย่าลืมดูแลบ่อเป็นประจำนะครับอย่าให้น้ำขังแล้วกัน เพื่อว่าจะได้พร้อมต่อการรับมือในกรณีเกิดการรั่วไหลขึ้น นอกจากนี้ต้องจัดให้วัสดุที่มีคุณสมบัติดูดซับของเหลวได้เพื่อดูดซับสารเคมีที่หกรั่วไหล เช่น ทราย หรือขี้เลื่อย เป็นต้น และที่สำคัญที่ขาดไม่ได้คือจะต้องจัดทำแผนปฏิบัติการในกรณีเกิดการรั่วไหลและฝึกซ้อมแผนปฏิบัติการเป็นประจำอย่างน้อยปีละครั้ง






3. การระบายอากาศ
ต้องมีการระบายอากาศที่เหมาะสมโดยพิจารณาการจัดเตรียมช่องระบายอากาศหรือพัดลมระบายอากาศแล้วแต่กรณีซึ่งกรณีที่ใช้พัดลมระบายอากาศจะเลือกอัตราการระบายอากาศอยู่ที่ 15-20Air Change และวัสดุของพัดลมควรใช้เป็นPVCเพื่อป้องกันการกัดกร่อนต่างๆ แต่ถ้าใช้เป็นแบบช่องระบายอากาศก็ให้มีพื้นที่เปิดของช่องระบายอากาศไม่น้อยกว่า15%ของพื้นที่อาคาร


4. อุปกรณ์ป้องกันอัคคีภัย
ต้องติดตั้งเครื่องดับเพลิงและสารดับเพลิงที่เหมาะสมกับสารเคมีที่จัดเก็บ







5. ป้ายและอุปกรณ์ความปลอดภัย
บริเวณประตูทางเข้าภายในพื้นที่ต้องติดเครื่องหมายและสัญลักษณ์แสดงข้อความควรระวัง และสัญลักษณ์แสดงความเป็นอันตรายของสารเคมี ถ้าให้ดีก็ควรมีอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลให้พนักงานได้สวมใส่ให้เหมาะกับสารเคมีที่จัดเก็บสำหรับในการปฏิบัติงาน ซึ่งก็ควรต้องดูความเหมาะสมของพื้นที่ประกอบกันด้วย รวมไปถึงอาจจัดให้มีที่อาบน้ำฉุกเฉินที่ล้างตาฉุกเฉินตามความจำเป็นและความเหมาะสมกับคุณสมบัติของสารเคมี


6. เอกสารความปลอดภัย
ให้แสดงข้อมูลความปลอดภัยเกี่ยวกับสารเคมี (MSDS) ให้พนักงานที่เกี่ยวข้องทราบรายละเอียดข้อมูลของสารเคมีแต่ละชนิดในส่วนของข้อมูลพื้นฐาน,ข้อควรระวังในขณะปฏิบัติงาน,การใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล,การปฐมพยาบาลเบื้องต้น,ข้อปฏิบัติกรณีหกรั่วไหลหรือเกิดเพลิงไหม้ โดยอาจจะจัดเก็บไว้ยังบริเวณพื้นที่เพื่อให้ง่ายต่อการใช้งาน

และที่สำคัญอีกอย่างสำหรับบริเวณพื้นที่ที่จัดเก็บสารเคมีประเภทไวไฟ ต้องติดตั้งระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดป้องกันการระเบิด (Explosion Proof)



วันนี้ก็คงแค่นี้นะครับแต่ขอแจ้งข่าวดีไว้กับทุกคนที่ติดตามอ่าน Blog กัน ตอนนี้ผมได้ติดต่อเพื่อนๆหลายๆคนให้มาช่วยเขียนบทความที่เป็นประโยชน์มาให้พวกเราได้อ่านกัน เผื่อว่าจะเบื่อผมแล้ว 555+

วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2552

ว่าด้วยเรื่องประตูหนีไฟ

วันนี้มีเรื่องส่วนประกอบของเส้นทางหนีไฟมาฝากทุกๆคนครับ แต่ว่าคงไม่ได้พูดเรื่องทางหนีไฟต้องมีขนาดเท่าไหร่ บันไดต้องกว้างเท่าไหร่นะครับเพราะน่าจะทราบข้อมูลกันอยู่แล้วพอสมควร ว่าแล้วก้อเอาเรื่องประตูหนีไฟมาฝากเพื่อไว้เป็นข้อมูลกันดีกว่า เอ๊ะหรือว่าทราบกันหมดแล้ว ไม่เป็นไรครับลองอ่านดูนะครับ แต่ถ้าจะว่าไปแล้วส่วนประกอบของเส้นทางหนีไฟอย่างแรกที่เราจะต้องนึกถึงก่อนเลยก็คือประตูหนีไฟนี่แหละ แล้วถ้าเราจะต้องทำการปรับปรุงประตูหนีไฟเดิมที่มีอยู่ หรือว่าจะติดตั้งประตูใหม่เราต้องพิจารณาในรายละเอียดส่วนใดบ้างเพื่อที่จะได้ติดตั้งให้เป็นไปตามกฎหมายและมาตรฐานที่กำหนด

ประเด็นแรก ขนาดประตูต้องมีขนาดเท่าไหร่

ถ้าจะพูดถึงกฎหมายจะพบว่ามีการพูดถึงขนาดของประตูหนีไฟอยู่หลายฉบับด้วยกัน ในแต่ละฉบับก็จะระบุขนาดที่แตกต่างกันไป เช่น กฎกระทรวงมหาดไทยฉบับที่ 47 (2540) ระบุว่าต้องมีความกว้างสุทธิไม่น้อยกว่า 80 cm. สูงไม่น้อยกว่า 2.00 เมตร ส่วนกฎกระทรวงมหาดไทยฉบับที่ 33 (2535) ระบุว่าต้องมีความกว้างสุทธิไม่น้อยกว่า 90 cm. สูงไม่น้อยกว่า 1.90 เมตร ยังไม่หมดแค่นี้ประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่องการป้องกันและระงับอัคคีภัยในสถานประกอบการฯ ระบุให้ช่องทางผ่านสู่ประตูทางออกสุดท้ายภายนอกอาคารต้องมีความกว้างอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 110 cm. และสำหรับมาตรฐานการป้องกันอัคคีภัย ของวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) กำหนดให้ประตูที่อยู่ในเส้นทางหนีไฟต้องมีความกว้างสุทธิไม่น้อยกว่า 80 cm. แล้วคราวนี้เราจะใช้เท่าไหร่กันดีละ ก็ต้องบอกกันก่อนนะครับว่าแล้วแต่ความเหมาะสมจริงๆ ไม่ใช่ว่ากฎหมายเขียนมาเท่านี้ก็ต้องทำเท่านี้ เพราะการกำหนดขนาดของประตูหนีไฟแล้วตัวเลขที่กล่าวมาข้างต้นผมเรียกว่าตัวเลขขั้นต่ำที่กำหนดไว้จะเหมาะสมกว่าเพราะถ้าจะพิจารณาถึงขนาดของประตูหนีไฟให้ถี่ถ้วนแล้วคงต้องพิจารณาจากองค์ประกอบในด้านอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยไม่ว่าจะเป็นจำนวนเส้นทางหนีไฟทั้งหมดในพื้นที่ รวมถึงจำนวนคนที่เราต้องการจะอพยพออกจากพื้นที่อาคารด้วยว่ามีจำนวนคนเท่าไหร่ สำหรับในรายละเอียดทั้งหมดแล้วผมแนะนำให้หาอ่านจากมาตรฐานการป้องกันอัคคีภัย ของวสท. เพราะจะได้รายละเอียดที่ครบถ้วน แต่ว่าถ้าอาคารของเราไม่พิเศษมากกันเกินไป คือเป็นอาคารที่ไม่ใช่อาคารชุมนุมคน อาคารโรงงานที่มีความเสี่ยงสูง หรืออาคารสถานพยาบาล ประตูขนาดกว้าง 90 cm. สูง 2.00 เมตร ก็สามารถอพยพคนออกจากพื้นที่ได้ประมาณ 180 คน (อ้างอิงตามหัวข้อ 3.2.2 ในมาตรฐานการป้องกันอัคคีภัย)
ก็น่าจะเหมาะครับสำหรับการพิจารณาในเบื้องต้น ซึ่งก็เป็นขนาดมาตรฐานที่มีขายกันตามท้องตลาด

ประเด็นที่สอง ส่วนประกอบของประตูหนีไฟ

(คลิกที่รูปเพื่อดูรายละเอียด)

ลักษณะของประตูทนไฟที่เหมาะสมมีข้อพิจารณาต่างๆ ดังนี้
  • ทำจากเหล็ก ไม้ หรือวัสดุอื่นๆซึ่งมีแกนประตูเป็นฉนวนหรือวัสดุที่ช่วยให้มีอัตราการทนไฟตามต้องการ และผ่านการทดสอบตามมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับ
  • ต้องติดตั้งอุปกรณ์ดึงปิดประตูได้เอง (Self-Closing Device)
  • ส่วนประกอบประตู รวมถึง วงกบ บานพับ อุปกรณ์ล็อคและอุปกรณ์ดึงปิดประตู ต้องเป็นวัสดุไม่ติดไฟและไม่ทำให้อัตราการทนไฟของประตูทนไฟลดลง
  • กรณีไม่มีธรณีประตูจะต้องมีช่องว่างระหว่างขอบประตูกับพื้นไม่มากกว่า 5 มิลลิเมตร และหากเป็นประตูที่ใช้เพื่อการป้องกันควันช่องว่างระหว่างขอบประตูกับวงกบต้องติดตั้งแถบกันควัน (Smoke Strip) ต้องมีช่องว่างระหว่างประตูกับวงกบไม่มากกว่า 3 มิลลิเมตร
  • สำหรับบันไดที่มีการอัดอากาศซึ่งต้องติดตั้งธรณีประตู ธรณีประตูต้องมีความสูงไม่เกิน 13 มิลลิเมตร และทั้งสองด้านต้องมีขอบที่มีความลาดเอียงอย่างน้อย 1:2 ยกเว้นธรณีประตูสูงน้อยกว่า 6 มิลลิเมตร
  • ช่องมองผ่านประตู ให้ทำด้วยกระจกเสริมลวดแต่ต้องมีขนาดพื้นที่ไม่เกิน 600 ตารางเซ็นติเมตรและไม่มีด้านหนึ่งด้านใดยาวเกินกว่า 40 เซ็นติเมตร
  • ประตูต้องผลักไปในทิศทางการหนีไฟ และเปิดกว้างได้ไม่น้อยกว่า 90 องศาและไม่กีดขวางเส้นทางอพยพ โดยความกว้างของบาร์ผลัก(Panic Hardware)ต้องมีขนาดไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของความกว้างของบานประตู และให้ติดตั้งที่ระดับไม่ต่ำกว่า 80-120 เซ็นติเมตร วัดจากระดับพื้น
  • กรณีต้องการให้ประตูเปิดค้างต้องใช้อุปกรณ์ช่วยดึงประตูเปิดและปิดกลับโดยอัตโนมัติเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
  • ประตูหนีไฟของอาคารสูงต้องสามารถเปิดย้อนกลับไปในทิศทางเดิมได้ (Re-Entry) อย่างน้อยทุกๆ 5 ชั้น

ประเด็นที่สาม อัตราการทนไฟของประตู


ให้พิจารณาเกณฑ์ในเบื้องต้น ดังนี้
  • ประตูต้องมีคุณสมบัติทนไฟโดยไม่มีการสูญเสียรูปทรงและไม่ส่งความร้อนสูงเกินไป ซึ่งปกติจะพบว่าภายในประตูจะบุฉนวนทนไฟทั่วทั้งบาน โดยฉนวนที่นิยมใช้ได้แก่ Rockwool (ฉนวนใยหิน) ซึ่งจะสามารถทนความร้อนได้สูงถึง 1,000 องศาเซลเซียส
  • ประตูทนไฟต้องมีอัตราการทนไฟไม่น้อยกว่าอัตราการทนไฟของผนังที่ประตูทนไฟนั้นติดตั้ง ยกเว้นว่าจะกำหนดให้เป็นอย่างอื่น (สำหรับบางจุดที่ระบุไว้ในมาตรฐาน วสท.)
  • อัตราการทนไฟของประตูหนีไฟ กำหนดไว้ไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง ยกเว้นว่าจะกำหนดให้เป็นอย่างอื่น (สำหรับบางจุดที่ระบุไว้ในมาตรฐาน วสท.)
แต่ถ้าให้ดีก็เลือกใช้ที่อัตราการทนไฟ 2 ชั่วโมง รับรองว่าครอบคลุมแน่นอน

และที่สำคัญที่สุดสำหรับการเลือกประตูหนีไฟนะครับ คือต้องขอใบรับรองจากผู้ขายว่าผลิตภัณฑ์ได้ผ่านการทดสอบจากหน่วยงานหรือสถาบันที่เป็นที่ยอมรับและเชื่อถือได้ ซึ่งบ้านเราเท่าที่ทราบก็มีที่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันนี้แค่นี้ก่อนนะคราบ..........