วันอังคารที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

บ่อหน่วงน้ำ (RETENTION POND)



ช่วงนี้หายไปหลายสัปดาห์ที่เดียว ไม่ใช่อะไรหรอกครับ ก็เตรียมรับมือน้ำท่วม จนถึงตอนนี้ก็กำลังวางแผนเตรียมการอพยพ ปีนี้น้ำมากจริงๆ ครับ ส่วนตัวแล้วไม่คิดว่าเมื่อช่วงต้นเดือนตุลาคม ที่ไปตรวจงานแถวเชียงใหม่แล้วลุยน้ำ ต้องกลับมาลุยน้ำช่วงปลายเดือนที่กรุงเทพฯ แต่จะว่าไปแล้วก็ดีครับที่ได้เจอวิกฤตแบบนี้ เพราะปีหน้า 2012 จะได้รับมือทัน... (สู้ๆครับ)

วันนี้ขอตามกระแสหน่อยนะครับ ถ้าพูดถึงน้ำท่วม ก็ต้องคิดถึงการหน่วงน้ำ ซึ่งสำหรับวิศวกรที่ออกแบบคงจะคุ้นเคยกับคำว่า "บ่อหน่วงน้ำ"

บ่อหน่วงน้ำ ถ้าจะอธิบายให้เข้าใจง่าย ก็คือบ่อสำหรับรองรับปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมายังพื้นที่ ก่อนที่จะระบายลงสู่ระบบระบายน้ำสาธารณะ แต่ถ้ายังไม่เข้าใจ ขอยกตัวอย่าง อย่างนี้แล้วกันครับ สมมติว่าผมมีที่ดินอยู่แปลงหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันเป็นพื้นดินแล้วมีต้นไม้ขึ้นปกคลุม อยู่มาวันหนึ่งผมจะนำที่ดินผืนดังกล่าวไปสร้างเป็นคอนโดมิเนียม ซึ่งการพัฒนาโครงการลักษณะนี้จะส่งผลต่อระบบการระบายน้ำในพื้นที่ กล่าวคือ ในปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าว เมื่อฝนตก น้ำจะสามารถซึมลงดินได้ประมาณ 70% แต่เมื่อมีการสร้างอาคารก็จะส่งผลทำให้น้ำซึมลงดินได้แค่ 30% โดยส่วนต่างของปริมาณน้ำฝนก็ไม่ได้ไปไหนครับ ก็จะไหลลงสู่ท่อระบายน้ำสาธารณะ  
(สำหรับสัมประสิทธิ์การไหลนองของน้ำฝนในพื้นที่กำหนดค่าเบื้องต้นตามตาราง)



ลองนึกภาพดูนะครับ ว่าถ้ามีโครงการขึ้นซัก 100 โครงการ คุณคิดว่าท่อระบายน้ำจะรับไหวหรือเปล่า ลักษณะปัญหาดังกล่าวจึงมีการบังคับให้โครงการที่เข้าข่ายที่จะต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม รวมถึงการจัดสรรที่ดิน จะต้องมีการจัดเตรียมบ่อหน่วงน้ำไว้ ซึ่งการคำนวณหาขนาดบ่อหน่วงน้ำ นั้นยอมรับครับว่าในปัจจุบันบริษัทที่ปรึกษาที่จัดทำรายงาน EIA แต่ละบริษัทก็จะมีแนวคิดและวิธีคิดที่แตกต่างกัน จากประสบการณ์จะมีวิธีคิดอยู่ 3 แบบ (ผมทำเป็นไฟล์ excel ไว้ใครอยากเอาไปศึกษาก็ e-mail มาขอได้นะครับ)

สำหรับหลักการคำนวณ ผมจะพิจารณาจากปริมาณน้ำสะสมในโครการกับปริมาณน้ำที่ระบายออกนอกโครงการมาเป็นข้อมูลในการคำนวณหาขนาดของบ่อหน่องน้ำ โดยปริมาณการระบายน้ำออกจากโครงการจะต้องเท่าเดิม (ถ้าเห็นต่างก็แย้งกันได้นะครับ)

นอกจากการคำนวณหาขนาดแล้ว ลักษณะของบ่อก็สำคัญ โดยส่วนตัวแล้วจากที่เคยทำมา (อาจจะไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด) ผมก็จะสร้างบ่อหน่วงน้ำด้วยคอนกรีตแล้วใช้เครื่องสูบน้ำเป็นตัวกำหนดอัตราการไหลของน้ำที่ไหลออกจากพื้นที่ โดยก่อนและหลังการพัฒนาโครงการ อัตราการระบายจะต้องเท่ากัน

แต่มาในช่วงหลังๆ กรรมการ EIA มักจะไม่ให้ผ่าน เลยเกิดแนวคิดเรื่องการหน่วงน้ำในเส้นท่อแทน ซึ่งจะทำการควบคุมการระบายน้ำโดยให้ท่อระบายน้ำที่ออกจากโครงการมีขนาดที่เล็กๆ แต่ก็ยังคงวัตถุประสงค์เดิม คือปริมาณการระบายจะต้องไม่เพิ่มจากเดิม ซึ่งวิธีนี้เป็นเหมือนการอั้นน้ำไว้ให้กักไว้ในท่อไม่ให้ระบายออกเต็มที่ ถามว่าใช้ได้ไหมก็ใช้ได้ครับ แต่ผมก็ยังเกรงเรื่องปัญหาการสะสมตะกอนในเส้นท่อ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วลองนึกดูนะครับว่า บ้านคุณขุดลอกท่อครั้งล่าสุดเมื่อไหร่

ส่วนวิธีที่ดีที่สุด ผมคงตอบไม่ได้ แต่ถ้าจะให้เสนอ ผมมองว่าการออกแบบระบบระบายน้ำคงไม่ใช่เพียงวิศวกรเป็นผู้จัดทำ แต่ควรเริ่มตั้งแต่การวาง Concept ของสถาปนิก และการเลือกวัสดุที่ใช้ในโครงการ ซึ่งจะต้องพิจารณาร่วมกับวิศวกร โดยมุ่งเน้นออกแบบให้โครงการมีค่าสัมประสิทธิ์การไหลนองของน้ำฝน ไม่ต่างไปจากเดิมมากนัก สำหรับส่วนที่เหลือก็ทำบ่อหน่วงน้ำ ซึ่งขนาดบ่อก็จะไม่ใหญ่

ตอนนี้ที่เคยเห็นก็เป็นคอนกรีตปูทางเดินที่น้ำซึมผ่านได้ ในอนาคตก็อาจจะมีนววัตกรรมใหม่ๆเข้ามา

สุดท้ายของวันนี้ แม้วิศวกรออกแบบมาอย่างดีก็ตามแต่พอเวลาสร้างจริงๆ เจ้าของโครงการต้องการประหยัดงบ แล้วตัด คุณบ่อหน่วงน้ำออก ซึ่งถ้าเป็นกรณีอย่างนี้มีหน่วยงานไหนบ้างครับ ที่จะมาบอกว่า ทำแบบนี้ไม่ได้นะ ผิดนะ ต้องแก้ไข หุหุ...

และฝนคราวนี้อาจจะต้องกำหนดเกณฑ์ออกแบบกันใหม่เลยทีเดียว จากที่คำนวณที่ฝน 5 ปี ผมว่า 10 ปี ไปเลย ก็ดีนะครับ แต่ยังไงก็ดูเรื่องราคาค่าก่อสร้างด้วยแล้วกัน

พบกันใหม่เรื่องหน้า เดี๋ยวเก็บของเตรียมตัวอพยพก่อนนะครับ

วันพฤหัสบดีที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2554

สารกรองน้ำซีโอไลต์


ช่วงนี้บ้านเราฝนตกน้ำท่วม กันหลายจังหวัด ปีนี้ก็หวั่นๆ ว่ากรุงเทพฯ ก็อาจจะไม่รอด แต่ขอให้โชคดีเหมือนปีก่อน ซึ่งฝนไม่ตกหนักในช่วงน้ำเหนือไหลลงมา สำหรับคนที่เจออุทกภัยตอนนี้ก็ขอให้น้ำลดเร็วๆนะครับ สู้ๆครับ พอพูดถึงเรื่องน้ำ ก็เลยหยิบเรื่องการทำน้ำให้สะอาดมาฝากกัน ซึ่งการทำน้ำให้สะอาดวิธีการและขั้นตอนก็มีด้วยกันหลายวิธี แต่วิธีที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย คือ วิธีการกรองน้ำ ซึ่งถือว่าเป็นวิธีพื้นฐานที่ใช้กันมา สำหรับผมจำได้ว่าตอนเด็กๆ อาจารย์ยังสอนให้ทำเครื่องกรองน้ำจำลอง โดยใช้วัสดุพวกทราย ถ่าน และชั้นสุดท้ายเป็นสำลี ไม่รู้ใครพอจำกันได้ไหม (อาจจะนานมากแล้ว 555..)

ซึ่งการทำน้ำให้สะอาดด้วยวิธีการกรองน้ำ ถ้าจะให้สรุปง่ายๆ ก็คือ ถ้าสิ่งสกปรกหรือสิ่งปนเปื้อนที่ติดมากับน้ำมีขนาดใหญ่กว่าสารกรอง สิ่งเหล่านั้นก็จะติดอยู่ที่ชั้นกรอง (สำหรับใครอยากจะศึกษาข้อมูลทางด้านวิชาการ เพิ่มเติม ก็เข้าไปอ่านได้ตาม Link www.tistr.or.th/ed/images/stories/engineer/article/rodrinkingwater.pdf  นะครับ)


สำหรับวันนี้ขอหยิบยกสารกรองชนิดน้ำชนิดซีโอไลต์ มาฝากกัน โดยส่วนตัวแล้วผมมองว่าสารกรองชนิดนี้ตอบโจทย์ ในหลายๆ ข้อในด้านการออกแบบได้ดีทีเดียว โดยเฉพาะปัญหาเรื่องคุณภาพน้ำดิบที่มีความแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ เรามาทำความรู้จักสารกรองน้ำซีโอไลต์กันดีกว่า


สารกรองน้ำซีโอไลต์ เป็นหินภูเขาไฟที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ สามารถทำการกรองและดูดซับได้พร้อมกัน โดยมีคุณสมบัติ ในการบำบัดน้ำได้แก่
1. สามารถดักจับสารแขวนลอย ละอองฝุ่นตะกอนได้ถึง 10 ไมครอน (0.01 mm.)
2. มีน้ำหนักเบากว่าทราย 25% ซึ่งจะลดปริมาณน้ำที่ใช้ทำการ Back Wash
3. ดูดซับแอมโมเนีย และลดกลิ่นคลอรีนในน้ำ
4. ทำให้สภาพน้ำอ่อนขึ้น ลดปริมาณหินปูน
(แต่ถ้าน้ำกระด้างมากคงต้องใช้ร่วมกับสารกรองประเภท Resin)
5. ลดปริมาณสนิมในน้ำ
6. ลดปริมาณของกลิ่นไข่เน่า


(ข้อมูลเพิ่มเติมสามารถดูได้จาก www.waterco.com)

สำหรับบ้านเราที่หาข้อมูลได้มีบริษัทนำเข้ามาขายกันแล้ว แต่ไม่แน่ใจเรื่องยี่ห้อว่ามีมากน้อยแค่ไหน คิดอยู่ว่าถ้ามีงานออกแบบโครงการหน้าว่าจะลองใช้เสียหน่อย และที่ชอบอีกเรื่องหนึ่ง คือเรื่องของระยะเวลาในการ Regenerate (การฟื้นฟูสารกรอง) และการเปลี่ยนสารกรอง ซึ่งมีอายุที่ค่อนข้างนานคือ 3 และ 10 ปี ตามลำดับ แต่ทั้งนี้ก็คงต้องขึ้นอยู่กับคุณภาพของน้ำดิบด้วย เลยมองว่าสำหรับบ้านที่น้ำประปายังเข้าไม่ถึง นำเครื่องกรองชนิดนี้ไปใช้ก็จะเหมาะมาก 


คิดไปแล้วยิ่งช่วงน้ำท่วม น้ำสะอาดหายาก เรานำชุดผลิตน้ำเคลื่อนที่ไปตั้งไว้ยังหมู่บ้านที่ประสบปัญหาอุทกภัย ชาวบ้านจะได้มีน้ำสะอาดใช้กัน ก็คงดีไม่น้อย เพราะถ้าดูข่าวจะได้ยินเสมอว่าน้ำท่วมทีไรขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภค ทุกปี


ไว้พบกันเรื่องหน้านะครับ