วันอังคารที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2568

เจ้าของหรือผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดมลพิษต้องมีผู้ควบคุมระบบบำบัดน้ำเสีย 2568

เพื่อให้เป็นไปตาม พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 กำหนดให้ แหล่งกำเนิดมลพิษที่จะต้องมีผู้ควบคุมระบบบำบัดน้ำเสีย ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ แบ่งการบังคับใช้เป็น 3 ระยะ

ระยะที่ 1 (24 ตุลาคม 2568)

อาคารพาณิชย์ ประเภท ก.

- โรงแรมที่มีจำนวนห้องสำหรับใช้เป็นห้องพักรวมกันทุกชั้นของอาคาร หรือ กลุ่มของอาคารตั้งแต่ 200 ห้องขึ้นไป
อาคารโรงเรียนเอกชน โรงเรียนของทางราชการ สถาบันอุดมศึกษาของเอกชน หรือสถาบันอุดมศึกษาของทางราชการที่มีพื้นที่ใช้สอยรวมกันทุกชั้นของอาคาร หรือกลุ่มของอาคาร ตั้งแต่ 25,000 ตารางเมตรขึ้นไป
- อาคารที่ทำการของทางราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การระหว่างประเทศหรือของเอกชน ที่มีพื้นที่ใช้สอยรวมกันทุกชั้นของอาคารหรือกลุ่มของอาคาร ตั้งแต่ 55,000 ตารางเมตรขึ้นไป
- อาคารของศูนย์การค้าหรือห้างสรรพสินค้าที่มีพื้นที่ใช้สอยรวมกันทุกชั้น ของอาคารหรือกลุ่มของอาคาร ตั้งแต่ 25,000 ตารางเมตรขึ้นไป
- ตลาดที่มีพื้นที่ใช้สอยรวมกันทุกชั้นของอาคารหรือกลุ่มของอาคาร ตั้งแต่ 2,500 ตารางเมตรขึ้นไป
ภัตตาคารหรือร้านอาหารที่มีพื้นที่ใช้บริการรวมกันทุกชั้นของอาคาร หรือ กลุ่มของอาคาร ตั้งแต่ 2,500 ตารางเมตรขึ้นไป

อาคารสถานพยาบาล ประเภท ก.
โรงพยาบาลของทางราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือสถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาลที่มีเตียงสำหรับรับผู้ป่วยไว้ค้างคืนรวมกัน ทุกชั้นของอาคาร หรือกลุ่มของอาคาร ตั้งแต่ 30 เตียงขึ้นไป


ระยะที่ 2 (24 เมษายน 2569)

อาคารอยู่อาศัย ประเภท ก.
อาคารชุดที่มีจำนวนห้องสำหรับ ใช้เป็นที่อยู่อาศัยรวมกันทุกชั้นของอาคาร หรือกลุ่มของอาคาร ตั้งแต่ 500 ห้องชุดขึ้นไป

อาคารพาณิชย์ ประเภท ข.
- โรงแรมที่มีจำนวนห้องสำหรับใช้เป็นห้องพักรวมกันทุกชั้นของอาคารหรือ กลุ่มของอาคาร ตั้งแต่ 60 ห้อง แต่ไม่ถึง 200 ห้อง
- สถานบริการประเภทสถานอาบน้ำ นวดหรืออบตัว ตามกฎหมายว่าด้วยสถาน บริการ ที่มีพื้นที่ใช้สอยรวมกันทุกชั้นของอาคารหรือกลุ่มของอาคาร ตั้งแต่ 5,000 ตารางเมตรขึ้นไป
อาคารโรงเรียนเอกชน โรงเรียนของทางราชการ สถาบันอุดมศึกษาของเอกชน หรือสถาบันอุดมศึกษาของทางราชการ ที่มีพื้นที่ใช้สอยรวมกันทุกชั้นของอาคาร หรือกลุ่มของอาคาร ตั้งแต่ 5,000 ตารางเมตร แต่ไม่ถึง 25,000 ตารางเมตร
- อาคารที่ทำการของทางราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การระหว่างประเทศ หรือ ของเอกชนที่มีพื้นที่ใช้สอยรวมกันทุกชั้นของอาคารหรือกลุ่มของอาคาร ตั้งแต่ 10,000 ตารางเมตร แต่ไม่ถึง 55,000 ตารางเมตร
- อาคารของศูนย์การค้าหรือห้างสรรพสินค้า ที่มีพื้นที่ใช้สอยรวมกันทุกชั้น ของอาคารหรือกลุ่มของอาคาร ตั้งแต่ 5,000 ตารางเมตร แต่ไม่ถึง 25,000 ตารางเมตร
- ตลาดที่มีพื้นที่ใช้สอยรวมกันทุกชั้นของอาคารหรือกลุ่มของอาคาร ตั้งแต่ 1,500 ตารางเมตร แต่ไม่ถึง 2,500 ตารางเมตร
- ภัตตาคารหรือร้านอาหารที่มีพื้นที่ให้บริการรวมกันทุกชั้นของอาคาร หรือ กลุ่มของอาคาร ตั้งแต่ 500 ตารางเมตร แต่ไม่ถึง 2,500 ตารางเมตร

อาคารสถานพยาบาล ประเภท ข.
โรงพยาบาลของทางราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือสถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาลที่มีเตียงสำหรับผู้ป่วยไว้ค้างคืนรวมกันทุกชั้น ของอาคารหรือกลุ่มของอาคาร ตั้งแต่ 10 เตียง แต่ไม่ถึง 30 เตียง

ที่ดินจัดสรร ประเภท ก.
ที่ดินจัดสรรที่รังวัดแบ่งเป็นแปลงย่อยเพื่อจำหน่าย ตั้งแต่ 500 แปลง หรือเนื้อที่มากกว่า 100 ไร่ และได้รับอนุญาตให้จัดสรร ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2539 เป็นต้นไป

การเลี้ยงสุกร ประเภท ก.
การเลี้ยงสุกรพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ สุกรขุนหรือลูกสุกร ชนิดใดชนิดหนึ่งหรือตั้งแต่สองชนิดขึ้นไปที่มีน้ำหนักหน่วยปศุสัตว์เกินกว่า 600 หน่วย

ระบบบำบัดน้ำเสียชุมชน (ทุกขนาด)

แหล่งกำเนิดมลพิษอื่น ที่มีระบบบำบัดน้ำเสีย ตั้งแต่ 100 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ขึ้นไป

ระยะที่ 3 (26 ตุลาคม 2569)

อาคารอยู่อาศัย ประเภท ข.
- อาคารชุดที่มีจำนวนห้องสำหรับใช้เป็นที่อยู่อาศัยรวมกันทุกชั้นของอาคาร หรือกลุ่มของอาคาร ตั้งแต่ 100 ห้องชุด แต่ไม่ถึง 500 ห้องชุด
- หอพัก ตามกฎหมายว่าด้วยหอพักที่มีจำนวนห้องสำหรับใช้เป็นที่อยู่อาศัยรวมกัน ทุกชั้นของอาคารหรือกลุ่มของอาคาร ตั้งแต่ 250 ห้องขึ้นไป
หอพัก ห้องเช่า ห้องแบ่งเช่า หรือกิจการอื่นในทำนองเดียวกันตามกฎหมาย ว่าด้วยการสาธารณสุขที่มีจำนวนห้องสำหรับใช้เป็นที่อยู่อาศัยรวมกันทุกชั้นของอาคารหรือกลุ่มของอาคาร ตั้งแต่ 250 ห้องขึ้นไป

ที่ดินจัดสรร ประเภท ข.
ที่ดินจัดสรรที่รังวัดแบ่งเป็นแปลงย่อยเพื่อจำหน่าย ตั้งแต่ 100 ถึง 499 แปลง หรือเนื้อที่ 19 ถึง 100 ไร่ และได้รับอนุญาตให้จัดสรร ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2539 เป็นต้นไป

การเลี้ยงสุกร ประเภท ข.
การเลี้ยงสุกรพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ สุกรขุนหรือลูกสุกร ชนิดใดชนิดหนึ่งหรือตั้งแต่สองชนิดขึ้นไปที่มีน้ำหนักหน่วยปศุสัตว์ ตั้งแต่ 60 หน่วย แต่ไม่เกิน 600 หน่วย


สำหรับกฎหมายฉบับเต็มอ่านได้ตามลิงค์นี้ได้เลยนะครับ

ประกาศใช้เดือนหน้าแล้วนะครับ แต่ยังขึ้นทะเบียนยังไม่ได้ (อยู่ระหว่างดำเนินการปรับปรุง) ถ้าได้อย่างไรเดี๋ยวจะมาแจ้งข่าวคราว



วันอังคารที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2567

SDG Index ของประเทศไทย ปี 2023

ประเทศไทยและประเทศสมาชิกสหประชาชาติรวม 193 ประเทศ ร่วมลงนามรับรองวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 (2030 Agenda for Sustainable Development) ซึ่งเป็นกรอบการพัฒนาของโลกเพื่อร่วมกันบรรลุการพัฒนา ทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ภายในปี ค.ศ. 2030 โดยกำหนดให้มีเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) เป็นแนวทางให้แต่ละประเทศดำเนินการร่วมกัน โดยที่ SDGs มีทั้งสิ้น 17 ตัวชี้วัด ได้แก่

SDG1 ยุติความยากจน
SDG2 ขจัดความหิวโหย
SDG3 สุขภาพเเละความเป็นอยู่ที่ดี
SDG4 การศึกษาที่มีคุณภาพ
SDG5 ความเท่าเทียมทางเพศ
SDG6 น้ำสะอาดและการสุขาภิบาล
SDG7 พลังงานสะอาดที่เข้าถึงได้
SDG8 งานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ
SDG9 โครงสร้างพื้นฐาน นวัตกรรม เเละอุตสาหกรรม
SDG10 ลดความเหลื่อมล้ำ
SDG11 เมืองเเละชุมชนที่ยั่งยืน
SDG12 การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน
SDG13 การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
SDG14 ทรัพยากรทางทะเล
SDG15 ระบบนิเวศบนบก
SDG16 สังคมสงบสุข ยุติธรรม และสถาบันเข้มแข็ง
SDG17 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

ซึ่งในปี 2023 ที่ผ่านมา ประเทศไทย จัดอยู่ใน อันดับ 43 ของโลก, อันดับ 3 ของเอเชีย และอันดับ 1 ของอาเซียน



ซึ่งถ้าดูจากข้อมูล ตัวชี้วัดที่ประเทศไทยบรรลุตามเป้าหมาย แล้ว 2 เรื่อง คือ

SDG1 ยุติความยากจน
เส้นความยากจนสากล คือ 1.90 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 60 บาท ถึงแม้ค่าเฉลี่ยของจะสูงกว่าเส้นความยากจนสากล แต่สถานการณ์ความยากจนความเหลื่อมล้ำ ของคนในประเทศ ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าประเทศไทยก็มีคนที่ยากจนค่อนข้างมาก

SDG4 การศึกษาที่มีคุณภาพ
โดยมี 4 ตัวชี้วัด ได้แก่
(1) ร้อยละของเด็กอายุ 4-6 ปีที่ได้รับการเตรียมความพร้อมก่อนประถมศึกษา
(2) อัตราการเข้าเรียนสุทธิในระดับประถมศึกษา
(3) อัตราการสำเร็จการศึกษาในชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น
(4) อัตราการรู้หนังสือของประชากรอายุ 15 – 24 ปี

ความยากจนและความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่ยังคงรุนแรงในประเทศไทยจะเป็นปัจจัยเชิงลบที่ส่งผลต่อการเข้าถึงการศึกษา ดังนั้น ในการประเมินสถานการณ์ด้านการศึกษาเพื่อตอบคำถามว่าประเทศไทยบรรลุ SDG4 หรือไม่นั้นยังจำเป็นต้องอาศัยชุดข้อมูลในมิติอื่น ๆ พิจารณาควบคู่กันไปด้วย

ข้อมูลจากhttps://www.sdgmove.com/