วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2553

การออกแบบอาคารตามสมรรถนะ

เมื่อต้นปีลองเข้าไปดูข้อมูลในเวปไซด์ของกรมโยธาธิการและผังเมือง เจอเอกสารในเรื่องรายละเอียดโครงการเพื่อการรับฟังความเห็นจากประชน ในหัวข้อเรื่อง "ข้อบังคับเกี่ยวกับการออกแบบอาคารตามสมรรถนะ" จะว่าไปแล้วเรื่องดังกล่าวผมเคยได้ยินมาเกือบจะสิบปีแล้วในเรื่องนี้ แต่ก็เฝ้าดูต่อไปว่าจะออกมาเป็นรูปเป็นร่างเมื่อไหร่ ส่วนตัวแล้วเห็นด้วยนะครับแต่ว่าสำหรับบ้านเราคงต้องทำความเข้าใจให้กับผู้เกี่ยวข้องทราบในหลักการและวิธีการปฏิบัติ ก็เอาใจช่วยคณะทำงานทุกท่านนะครับ วันนี้เลยถือโอกาสเอาบางส่วนของเอกสารมาฝากทุกคนกันเพื่อไว้เป็นข้อมูล


ประมวลข้อบังคับการออกแบบอาคารของประเทศไทยในปัจจุบันเป็นข้อบังคับลักษณะการดำเนินการ(Prescriptive) ซึ่งหมายถึงการออกแบบตามวิธีการหรือรายละเอียดที่ได้กำหนดไว้ให้ผู้ออกแบบต้องปฏิบัติตามในการออกแบบส่วนต่างๆของอาคารเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์ ส่วนการออกแบบอาคารตามสมรรถนะ (Performance-Based Design) หมายความว่า แนวทางเชิงวิศวกรรมสำหรับการออกแบบส่วนต่างๆของอาคาร เพื่อให้มีสมรรถนะตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่ได้กำหนดไว้ หรือเป็นการวิเคราะห์เชิงวิศวกรรม และการประเมินผลเชิงปริมาณของทางเลือกต่างๆ เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมาย และวัตถุประสงค์สำหรับการออกแบบโดยใช้กระบวนเชิงวิศวกรรม ได้แก่ เครื่องมือ วิธีการ และหลักเกณฑ์ทางสมรรถนะที่เป็นที่ยอมรับ สรุปง่ายๆก็คือการออกแบบในลักษณะนี้เราสามารถเลือกวิธีการและแนวทางได้มากขึ้นไม่ตายตัวเหมือนแบบเก่าที่ต้องระบุว่าต้องทำแบบนี้นะ ต้องติดตั้งแบบนี้ ซึ่งจะเห็นว่าถ้ามีการใช้การออกแบบอาคารตามสมรรถนะ จะทำให้เกิดความยืดหยุ่นสูง สามารถที่จะเลือกใช้วิธีการในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้หลายแนวทาง ก่อให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์และวัสดุต่างๆ ในการก่อสร้างอาคาร ส่งเสริมให้เกิดการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งจะเห็นว่าข้อดีก็มีอยู่หลายอย่าง แต่มาดูข้อเสียกันบ้างที่ทางคณะกรรมการ ได้ประมวลไว้ ได้แก่
1. มีบุคลากรที่เกี่ยวข้องในกระบวนการมากขึ้น
2. เพิ่มขั้นตอนการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ
3. เพิ่มเวลาและอาจเพิ่มการลงทุนในการออกแบบเฉพาะทางที่ต้องแสดงทางเลือกและที่ผ่านการรับรอง
4. ต้องการความรู้ความสามารถมากขึ้นทั้งในหมู่ผู้ออกแบบ ผู้ตรวจสอบให้การรับรอง และเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ให้อนุญาต
5. เปิดโอกาสในการตีความซึ่งอาจจะเกิดความไม่ยุติธรรมและอาจเป็นการให้อำนาจแก่บุคคลบางกลุ่ม

โหฟังแล้วเป็นไงบ้างครับ แต่ยังไงก้อต้องตามกันต่อไปเหมือนเชียร์บอลไทยไปบอลโลก แต่น่าจะง่ายกว่ามากนะครับ 5555 (แต่ผมยังเชื่อนะว่าไทยจะไปบอลโลก) นอกเรื่องนิดหน่อยนะครับ

และทางคณะกรรมการได้มีการกำหนดจัดทำประมวลข้อบังคับอาคารตามสมรรถนะ โดยสามารถแบ่งเป็น

หัวข้อหลักของประมวลข้อบังคับอาคารสำหรับการออกแบบตามสมรรถนะได้ดังต่อไปนี้

1
. ข้อกำหนดทั่วไป
2. ความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้าง
3. ความปลอดภัยผู้ใช้อาคาร
4. สุขอนามัยภายในอาคาร
5. ระบบเครื่องกลและไฟฟ้า
6. ระบบสุขาภิบาล
7. การกำจัดมูลฝอย
8. ก๊าซและเชื้อเพลิง
9. การใช้พลังงานและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
10. การป้องกันอัคคีภัย

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมเข้าไปอ่านได้ในเวปไซด์ของกรมโยธาฯ ได้เลยนะครับ
ข้อบังคับเกี่ยวกับการออกแบบอาคารตามสมรรถนะ

ตามเคยครับมีรูปมาฝากกันวันนี้เอารูปที่ไปถ่ายตอนไปเที่ยวประจำปีที่ Office จัดมาฝากกัน แต่ไม่ใช่รูปผมนะครับ เป็นรูปปลาปักเป้าตอนที่ยังไม่พองตัว น่ารักดีไว้เสาร์นี้จะลงบทความใหม่ติดตามอ่านกันได้นะครับ

วันจันทร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2553

การติดตั้งอุปกรณ์แจ้งเหตุเพลิงไหม้ด้วยมือ

ก็มาถึงตอนสุดท้ายของเรื่องอุปกรณ์แจ้งเหตุเพลิงไหม้กันแล้วนะครับ เลยเอาอุปกรณ์พื้นฐานของระบบมาให้เป็นข้อมูลกัน
สำหรับอุปกรณ์แจ้งเหตุเพลิงไหม้ด้วยมือนั้น มีด้วยกัน 2 แบบ คือ

1. Single Action หรือจะหมายความว่าเป็นอุปกรณ์แจ้งเหตุที่จะทำงานเมื่อกระทำในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง เช่น กด หรือ ดึง เพียงอย่างเดียวอุปกรณ์ก็จะทำงาน


สำหรับอุปกรณ์ลักษณะนี้มักใช้งานทั่วไปแต่จะพบว่าในหลายที่จะเจอปัญหามีคนมือบอนมากดเล่นหรือต้องการจะช่วยทดสอบสัญญาณว่าใช้งานได้หรือไม่ ทำให้ต้องมีการดัดแปลงอุปกรณ์ให้เป็น Double Action ข้อนี้แล้วแต่เห็นสมควรนะครับเพราะบางแห่งก็ไม่เคยเจอปัญหาพวกนี้

2. Double Action หรือจะหมายความว่าเป็นอุปกรณ์แจ้งเหตุที่จะทำงานเมื่อกระทำในลักษณะสองขั้นตอน เช่น เปิดก่อนแล้วจึงกด หรือดึง ซึ่งก็แล้วแต่การออกแบบของแต่ละยี่ห้อ

แต่ตามความเห็นส่วนตัวนะครับประเภทที่เป็น Double Action การใช้งานจะซับซ้อนมากกว่าดังนั้นจึงจำเป็นต้องอธิบายให้คนที่ใช้งานเข้าใจว่าจะทำอย่างไร (ถึงแม้ว่าอุปกรณ์จะมีภาษาอังกฤษกำกับไว้) ซึ่งก็แก้ปัญหาคนมือบอนได้ในระดับหนึ่ง 555........

ก็ดีกันคนละอย่างนะครับไว้เลือกใช้กันนะครับ และข้อพิจารณาในการติดตั้งอุปกรณ์นั้น ได้แก่

1. ต้องติดตั้งในตำแหน่งที่เห็นได้ชัดเจน และอยู่ในพื้นที่ทุกทางเข้าออกและทางหนีไฟของแต่ละชั้นของอาคารที่สามารถเข้าถึงได้โดยสะดวก

2. ติดตั้งอยู่สูงจากพื้นระหว่าง 1.20-1.30 เมตร โดยระยะห่างระหว่างอุปกรณ์แจ้งเหตุด้วยมือไม่เกิน 60 เมตร (วัดตามแนวทางเดิน)

3. อุปกรณ์แจ้งเหตุด้วยมือแต่ละตัวต้องมีหมายเลขของโซนตรวจจับอยู่ที่อุปกรณ์ในลักษณะที่เห็นได้ชัดเจน (ข้อนี้อาจทำเป็นสติกเกอร์มาติดไว้ที่ตัวอุปกรณ์ก็ได้)

และเช่นเคยครับมีของมาฝาก วันนี้ผมนำรูปวงจรชีวิตของอาคารมาฝากกันแต่จะฝากให้ผู้ออกแบบมากหน่อย

โดยวงจรชีวิตของอาคารนั้นเริ่มตั้งแต่ การออกแบบเบื้องต้น การก่อสร้าง การบำรุงรักษา การเปลี่ยนแปลงการใช้งานอาคาร จนถึงการรื้อถอน ซึ่งผู้ออกแบบทุกฝ่ายจำเป็นจะต้องคำนึงถึงการออกแบบและผลกระทบตลอดชีวิตของอาคารด้วย (ข้อมูลจากกรมโยธาธิการและผังเมือง)